Sunday, June 21, 2015

ผู้ผิดทางเมืองขั้นตายกับแม่

ผู้ผิดทางเมืองขั้นตายกับแม่

ครั้งคราหนึ่ง หึงนานมาแล้ว มีลูกอ่อนค้อหนึ่งลักเอาหนังสือของเพื่อนฝูงกลับคืนมาเรือน แม่ของลูกอ่อนเห็น แต่แทนที่จักอยุดห้ามและสั่งให้เอาไปคืน พลัดกลับดันกล่าวชื่นชมว่าลูกของตัวนั้น เก่ง อันเร็ดให้ลูกอ่อนค้อนั้น ได้ใจลักเล็กเอาน้อยของผู้อื่นนำมาให้แม่อยู่เรื่อย ๆ แม่ของมันก็เปิดเผยความเพิงพอใจทุกครั้งทุกคราว

ครันใหญ่กล้าหน้าบานเป็นบ่าวมันก็เข้าไป ลักเอาของที่เรือนอย้าวหลังหนึ่งและข้าผู้เป็นเจ้าของเรือนตาย

เมื่อเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจับตัวได้จึ่งถูกตัดสินให้ตัดสายใจ
ผู้เป็นแม่รู้แจ้งเห็นข่าวก็ร้องไห้ไหม้ใจตีอกชนตัววิ่งแล่นตามลูกของตัวพร้อมกับร่ำไห้ว่า

“โท่ลูกเอย เร็ดอันใดเจ้าถึงเร็ดผิดคิดร้ายถึงเพียงนี้” 

"แม่อย่าร้องไห้เลย” ผู้ผิดทางเมืองผู้เป็นลูกชายกล่าวเสียงเย็นชาขานิ่ง
“ตอนที่ลูกเป็นลูกอ่อน เที่ยวลักเอาของผู้อื่นมาให้ ครันถ้าแม่ดุด่าสั่งสอนแทนที่จักชื่นชมให้ท้าย วันนี้ลูกจักจำต้องถูกตัดสายใจคา”

ความเล่าขานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี อยากให้ลูกให้ดีต้องอบรมสั่งสอน"

คนขี้เหนียวกับทองฅำ

คนขี้เหนียวกับทองฅำ 

ผู้ชายค้อหนึ่งเป็นคนขี้เหนียวเดียวดาย มักจักเอาสินเฝ้าเข้าของฝังดิน ไว้รอบอย้าวรอบเรือนบ่ยินยอมนำมาใช้จัดจ่ายให้เป็นหมากดีมีค่า

ต่อมาผู้ชายหวาดหวั่นสั่นกลัวว่าจักบ่ปลอดพ้นหนร้ายครันถ้าฝังเงินฅำ ไว้หลากหลาย เเห่งหน จึ่งค้าขาย
สินเฝ้าเข้าของทังหมดสิ้นเสี้ยงเเล้วซื้อทองฅำเเท่งหนึ่ง มาฝังไว้อยู่ที่หลังเรือนอย้าว เเล้วหมั่นไปเฝ้าแลเฝ้าดูทุกมื้อทุกวัน

คนรับใช้ผู้หนึ่งขี้อยากรู้เรื่องผู้อื่นจึ่งแอบลักติดตามไปเบิ่งดูอยู่ที่หลังเรือนอย้าว เเล้วก็ขุดคุ้ย เอาฅำเเท่งไปเสีย

ผู้ชายขึ้ถี่ขี้เหนียวมาพบพ้อผ่อเห็นหลุมที่ว่างเปล่าในวันต่อมาก็เสียใจใคร่ตาย ร้องห่มร้องไห้ไปบอกเล่าขานปันให้กับเพื่อนบ้าน

เพื่อนบ้านจึ่งเเนะนำด้วยคำเหยียดเสียดสีว่า

"เจ้าก็เอาก้อนดินจี่ใส่ในหลุมเเล้วคึดว่าเป็นเงินฅำแล่ ย้อนว่าถึงอย่างใดเจ้าก็บ่เอามาใช้สอยอยู่เเล้ว"
 

ความเล่นขานนี้บอกสอนให้รู้ว่า "ของมีค่า ถ้าบ่นำมาเร็ดให้เป็นหมากดีมีค่าก็ย่อมเป็นของไร้ค่า"